"เลขไมล์" หรือ "ปีรถ" คนรับซื้อรถกระบะดูอะไรเป็นหลัก? เปิดเกณฑ์ประเมินราคายุคนี้

ใครที่กำลังวางแผนจะขายรถกระบะลูกรัก คงมีคำถามคาใจว่า เวลาช่างหรือเต็นท์รถมือสองเดินมาดูรถเรา เขาเล็งจุดไหนเป็นพิเศษ? ระหว่าง "เลขไมล์" ที่วิ่งมาอย่างโชกโชน กับ "ปีจดทะเบียน" อะไรสำคัญกว่ากัน?

เพราะเวลาเราลงขาย บางทีก็เจอพวกพ่อค้าที่มารับซื้อรถกระบะ โดยเน้นกดราคาให้ถูกเข้าว่าเพื่อไปปั้นกำไรต่อ จนพาลให้เราเสียความมั่นใจ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเกณฑ์การประเมินราคารถยุคนี้ ให้คุณรู้ทันช่างและประเมินราคารถตัวเองได้แบบเป๊ะๆ ไม่โดนกดราคาฟรีๆ แน่นอน

 

  1. "ปีรถ" (Year) : จุดสตาร์ทของการตั้งราคา ปีรถคือสิ่งแรกสุดที่คนรับซื้อใช้ "ตีโครงราคา" เพราะปีรถจะบ่งบอกถึงโฉมของรถ (Minorchange หรือ All-new) และที่สำคัญที่สุดคือ "ยอดจัดไฟแนนซ์"

    รถปีใหม่กว่าย่อมจัดไฟแนนซ์ได้ยอดสูงกว่า ดอกเบี้ยถูกกว่า และปล่อยออกง่ายกว่า เต็นท์หรือคนที่มา
    รับซื้อรถกระบะ ย่อมต้องการรถที่ปล่อยทำกำไรได้ไว จึงให้ความสำคัญกับปีรถเป็นอันดับแรกๆ เพื่อตั้งราคาฐาน (Base Price) เอาไว้ในใจ ก่อนที่จะเดินไปดูรายละเอียดรอบคัน

  2. "เลขไมล์" (Mileage) : ตัวชี้วัดความช้ำของเครื่องยนต์ ถ้าปีรถคือตัวตั้งราคาฐาน เลขไมล์ก็คือ "ตัวหักลบ" หรือ "ตัวบวกเพิ่ม" นั่นเอง

    รถปีเดียวกัน รุ่นเดียวกัน คันหนึ่งวิ่งมา 50,000 กม. กับอีกคันวิ่งทะลุ 250,000 กม. ราคาย่อมต่างกันหลักหมื่นถึงแสนบาท! เพราะเลขไมล์บอกถึงภาระการซ่อมบำรุงที่รออยู่
    หลายคนกังวลว่าคนที่มา
    รับซื้อรถกระบะ จะหยิบยกเอาเรื่องไมล์เยอะมาเป็นข้ออ้างในการหักคอกดราคา ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงส่วนหนึ่ง เพราะไมล์ที่เยอะแปลว่าชิ้นส่วนสึกหรอมาก แต่ในยุคนี้เต็นท์เก่งๆ เขารู้ครับว่าไมล์มัน "กรอ" (ปรับลด) กันได้ เขาจึงไม่ดูแค่ตัวเลขบนหน้าปัด แต่จะดูประกอบกับสภาพการสึกหรอจุดอื่นๆ ด้วย

 

เจาะลึกความจริง : สรุปแล้วเต็นท์และช่างให้น้ำหนักอะไรมากกว่ากัน?

คำตอบแบบฟันธงจากวงการรถมือสองคือ "ปีรถเป็นตัวกำหนดราคาฐาน แต่สภาพรถ (ซึ่งสะท้อนผ่านไมล์และการใช้งาน) เป็นตัวจบราคา" ครับ

พูดง่ายๆ คือ คนที่รับซื้อรถกระบะ มักจะมองหารถที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับปีรถคันนั้นๆ ถ้าให้เลือกระหว่าง "กระบะปีใหม่แต่ไมล์วิ่งทะลุโลก สภาพโทรม" กับ "กระบะปีเก่ากว่านิดหน่อยแต่ไมล์น้อย ดูแลรักษาถึง" เต็นท์และช่างส่วนใหญ่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อรถปีเก่าที่สภาพกริ๊บครับ เพราะเอาไปขายต่อได้ง่ายกว่า ลูกค้าชอบมากกว่า และไม่ต้องปวดหัวตามซ่อมทีหลัง

 

เช็คลิสต์ 3 จุดตาย ที่ช่างสแกนหนักที่สุดเมื่อมาดูรถคุณ

นอกเหนือจากปีและไมล์ นี่คือจุดที่ใช้ตัดสินชี้ขาดว่ารถคุณจะได้ราคาดีแค่ไหน

 

  • โครงสร้างตัวถังและคัสซี: เรื่องนี้ใหญ่ที่สุด! รถกระบะต้องคัสซีสวย ไม่มีรอยดัด ตัดต่อ แชสซีผุ หรือร่องรอยการชนหนัก บอดี้เดิมๆ น็อตฝากระโปรงไม่เคยขยับ จะดันราคาได้ดีมาก

  • สภาพเครื่องยนต์และเกียร์: สตาร์ทติดง่ายไหม? เสียงเครื่องเดินเรียบหรือเปล่า? มีดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องดูไอระเหยไหม? ถ้าระบบหลักพวกนี้มีปัญหา ค่าซ่อมจะบานปลายทันที ช่างจะหักราคาตรงนี้แหละ

  • ร่องรอยการบรรทุกหนัก: ดูง่ายๆ จากพื้นปูกระบะลายเนอร์ แหนบ โช้คอัพ ซุ้มล้อ ถ้ามีรอยบรรทุกหนักจัดๆ จนช่วงล่างโทรม ก็เตรียมตัวโดนลบราคาได้เลย


สรุปวิธีประเมินราคารถตัวเองเบื้องต้น : ให้คุณลองเช็คราคากลางรุ่นและปีรถของคุณในเว็บขายรถมือสอง นำราคาขายหน้าเว็บมาหักออกประมาณ 10-15% (เพื่อเป็นช่องว่างกำไรและค่าเก็บงานของเต็นท์)

นั่นคือราคาคร่าวๆ ที่คุณน่าจะขายได้จริง ถ้ารถคุณไมล์น้อย สภาพสวยกริ๊บ น็อตไม่ขยับ ก็สามารถยืนราคาแข็งๆ ต่อรองได้เลย แต่ถ้าไมล์เยอะหรือมีจุดต้องซ่อม ก็ต้องเผื่อใจลดราคาลงมาตามสภาพครับ